เกี่ยวกับแบรนด์ - ความมุ่งมั่นตั้งใจ 23/04

การพัฒนาอย่างยั่งยืน

Michael Burke ซีอีโอแห่งหลุยส์ วิตตองเชื่อในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เอกลักษณ์ความประณีตและนวัตกรรมคือ 2 หัวใจหลักที่หลุยส์ วิตตองยึดถือมาโดยตลอด อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ร่วมกันอันเป็นที่มาความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ของเมซง “งานออกแบบชั้นเยี่ยม การพัฒนาอย่างยั่งยืน และธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน” Michael Burke ประธานและซีอีโอของหลุยส์ วิตตองกล่าว

ในฐานะแบรนด์หนึ่งของ LVMH Group พันธสัญญาของหลุยส์ วิตตองได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายที่จะเร่งความก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการ ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จภายในปี 2020

ตั้งแต่เริ่มการนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้ครั้งแรกในปี 2004 หลุยส์ วิตตองประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานในอาคารและร้าน การขนส่งผลิตภัณฑ์ การอนุรักษ์และการตรวจสอบที่มาอย่างโปร่งใสของแหล่งทรัพยากร หลักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า และการลดของเสียที่เกิดจากการผลิต ปัจจุบันหลุยส์ วิตตองยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายเหล่านี้ ภายใต้การรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO14001)

Butterfly Mark

ในปี 2018 หลุยส์ วิตตอง ได้รับรางวัล The Butterfly Mark จาก Positive Luxury ด้านความเป็นเลิศทางนวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการและการลงทุนเพื่อสังคม

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธสัญญาของหลุยส์ วิตตองบนเว็บไซต์ของ Positive Luxury

เป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจที่หลุยส์ วิตตองเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับเกียรติพร้อมความน่าเชื่อถือ
หลุยส์ วิตตองได้รับรางวัล Butterfly Mark ทั้งด้านความเป็นเลิศทางนวัตกรรม หลักปฏิบัติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการและการกุศล

การสรรหาวัสดุในการผลิดด้วยความรับผิดชอบ

หลุยส์​ วิตตองมุ่งมั่นที่จะดูแลตรวจสอบซัพพลายเชนอย่างพิถีพิถัน โดยเริ่มจากการที่คู่ค้าทุกรายจะต้องร่วมมือต่อหลักในการปฏิบัติงานของ LVMH และหลุยส์ วิตตองจะคอยทำการตรวจสอบกว่า 200 ครั้งต่อปี เพื่อให้มั่นใจว่าเหล่าคู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมขั้นสูงอย่างเคร่งคัด

หลุยส์ วิตตองกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินโครงการสรรหาวัสดุสำหรับผลิตทุกชิ้นด้วยความรับผิดชอบ นอกเหนือจากข้อตกลง โครงการนี้ยังหมายรวมถึงการตรวจสอบที่มาของวัสดุสำหรับการผลิตตามการรับรองที่เข้มงวดที่สุด และความมุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิภาพแรงงานและการเลือกใช้หนังสัตว์อย่างโปร่งใส ดังเช่นในปี 2018 หลุยส์ วิตตองได้บรรลุเป้าหมายของโครงการ LIFE ประจำปี 2020 โดยกว่า 70% ของโรงงานฟอกหนังได้รับการรับรองจาก Leather Working Group (LGW) รวมถึงนาฬิกาและจิวเวลรีของหลุยส์​ วิตตองได้รับการรับรองจาก Responsible Jewelry Council (RJC) และเพชรก็ผ่านมาตรฐาน Kimberly Process อย่างไร้ข้อกังขา

หลุยส์ วิตตองยังคงสรรหาวัสดุสำหรับผลิตทางเลือกที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่า แต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ห้องสมุด Eco-Material ของ LVMH ถือเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมลักซ์ชัวรี่ที่ให้ความรู้ทีมสร้างสรรค์เกี่ยวกับการใช้วัสดุสำหรับการผลิตล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การอนุรักษ์เป็นหนึ่งในพันธสัญญาที่หลุยส์ วิตตองยึดมั่น ขั้นตอนการนำวัสดุสำหรับการผลิตมาใช้จึงต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและจำกัดปริมาณของเสียที่เกิดจากการออกแบบและการผลิต

ผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ของหลุยส์ วิตตองได้รับการออกแบบให้มีความยั่งยืนและสามารถดูแลรักษาให้คงสภาพได้อยู่เสมอ ด้วยความร่วมมือจากฝ่ายบริการลูกค้า (ที่ให้คำแนะนำวิธีการดูแลผลิตภัณฑ์กับลูกค้า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน) และบริการ Care and Repair (ที่ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความเสียหายด้วยเอกลักษณ์ความประณีตและการใช้วัสดุสำหรับการผลิตต่างๆอย่างเชี่ยวชาญ)

ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างรังสรรค์ผ่านขั้นตอนอันทันสมัยด้วยระบบโมเดลแบบดิจิตัลและการพิมพ์แบบสามมิติ และวิธีการผลิตที่คล่องตัวจึงสามารถปรับแต่งโมเดลตัวอย่างได้ทันที และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในซัพพลายเชนได้เป็นอย่างมาก

ทีมสร้างสรรค์ของหลุยส์ วิตตองได้รับการฝึกอบรมให้ออกแบบชิ้นงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาวัสดุสำหรับผลิตไปจนถึงสิ้นสุดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

บรรจุภัณฑ์

หลุยส์ วิตตองยังคงเดินหน้าสรรหานวัตกรรมที่เป็นคำตอบของการสรรหาวัสดุสำหรับการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การงดใช้บรรจุภัณฑ์ที่เกินจำเป็น การใช้กล่องของขวัญที่สามารถพับได้ และการประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนโดยรวม

กล่องของขวัญของหลุยส์ วิตตองรังสรรค์ขึ้นจากไฟเบอร์ผสมที่ได้รับการรับรองจาก Forest Stewardship Council (FSC) ซึ่งหมายถึงกระดาษที่ใช้เป็นไฟเบอร์ที่ผ่านการรีไซเคิลจากป่าไม้ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ส่วนถุงผ้ากันฝุ่นที่ช่วยป้องกันผลิตภัณฑ์ผลิตจากผ้าฝ้ายที่มาจาก Better Cotton Initiative (BCI) โครงการที่มุ่งมั่นปรับปรุงอุตสาหกรรมฝ้ายทั่วโลกเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

เพื่อให้สอดคล้องกับหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น น้ำหอมของหลุยส์ วิตตองบรรจุในขวดที่สามารถเติมได้ที่ร้านเฉพาะสาขา โดยขวดเปล่าและตัวน้ำหอมจะไม่สัมผัสกับอากาศภายนอก และไม่สูญเสียน้ำหอมแม้แต่หยดเดียวในขั้นตอนการเติม นั่นหมายถึงเราไม่จำเป็นต้องผลิตขวดใหม่ ท้ายที่สุด เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกให้เกิดประโยชน์สูงสุดและจำกัดปริมาณของเสีย หลุยส์ วิตตองเชิญชวนทุกคนในการนำบรรจุภัณฑ์มาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลผ่านช่องทางที่เหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดการหมุนเวียนและการใช้วัสดุสำหรับการผลิตอย่างยั่งยืน

ความคิดสร้างสรรค์ด้านการหมุนเวียนทรัพยากร

หลุยส์ วิตตองมุ่งมั่นที่จะลดของเสียที่เกิดจากการผลิตให้น้อยที่สุด และสรรหาการใช้วัสดุสำหรับการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้นำเทคนิคการนำกลับมาใช้แบบเฉพาะเพื่อให้วัสดุสำหรับการผลิตอันเลอค่า เช่น ทอง หนัง ไม้ ผ้า และอื่นๆ ยังสามารถใช้งานได้อีก

ดังนั้น หลุยส์ วิตตองจึงสนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ‘La Réserve des Arts’ ในประเทศฝรั่งเศส, ‘MFTA’ ในนิวยอร์ก, โรงเรียนแฟชั่นและการออกแบบ และแม้แต่การแลกเปลี่ยนวัสดุสำหรับการผลิตระหว่างเวิร์คช็อป เพื่อการจัดการวัสดุสำหรับการผลิตด้วยความรับผิดชอบโดยเฉพาะวัสดุสำหรับการผลิตที่หายากที่สุด โดยความสำเร็จล่าสุดมีชื่อว่า “Cuirs Patrimoine” ซึ่งเป็นการรวบรวมชิ้นหนังเก่ามาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเวิร์คช็อปผลิตเครื่องหนังของหลุยส์ วิตตองได้นำเศษหนังเหล่านี้มาใช้ใหม่ได้กว่า 60%

การให้ความสำคัญกับการนำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้จำกัดแค่กระบวนการในการผลิต แต่ยังรวมไปถึงการบริจาคชุดยูนิฟอร์ม การนำองค์ประกอบในการจัดอีเวนท์มาทำใหม่โดยศิลปินและหน่วยงานต่างๆ การนำเอาโปสเตอร์มาเปลี่ยนเป็นสมุด และการรีโนเวตองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ เป็นต้น

การมีส่วนร่วมในการดูแลความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

การที่ LVMH จัดตั้ง Carbon Fund ขึ้นในปี 2015 ที่งาน COP21 Conference นั้นทำให้หลุยส์ วิตตองได้นำภาษีคาร์บอนมาใช้ลงทุนกับโครงการลดการใช้พลังงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี อย่างไฟ LED เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และระบบทำความร้อนสำหรับทั้งร้านที่ได้รับการปรับปรุงหรือร้านใหม่

หลุยส์ วิตตองได้จัดทำแผนปรับปรุงอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบในทุกสถานที่ขององค์กร ทั้งในบริษัทและร้าน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถาปนิกทุกคนได้รับการอบรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของ LVMH เพื่อให้ตระหนักถึงความยั่งยืนในขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งครอบคลุมไปถึงหลักปฏิบัติต่าง ๆ เช่น LEED® (Leadership in Energy and Environmental Design) และ HEQ® (High Environmental Quality) โดยมีเป้าหมายที่จะคว้าประกาศนียบัตร BREEAM Gold Certification สำหรับเวิร์คช็อปใหม่ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต

Michael Burke ซีอีโอแห่งหลุยส์ วิตตองเชื่อว่า “วิธีลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนระดับโลกของเราอย่างมีประสิทธิภาพคือการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพไปยังร้านที่ถูกต้องในเวลาที่ถูกต้อง และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพดังกล่าว หลุยส์ วิตตองจึงเป็นองค์กรแรกที่ได้รับการรับรองจาก Global Green certified supply chain (ISO 14001) ซึ่งรวมไปถึงนวัตกรรมและมาตรฐานอันเข้มงวด ไม่ใช่เพียงแต่ลดปริมาณและระยะทางในการขนส่ง แต่การวิเคราะห์และการปฏิบัติอย่างทันท่วงที ทำให้หลุยส์ วิตตองสามารถคาดการณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขนส่งที่เกินความจำเป็น อีกทั้งการเลือกวิธีการและคู่ค้าในการขนส่งนั้นยังขึ้นอยู่กับข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมและศักยภาพด้านความก้าวหน้าทางนวัตกรรมอีกด้วย